เพชร 2,500 ล้าน ที่ไม่มีใครอยากได้

เพชรนี้มีชื่อว่า “Lesedi La Rona” ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ถูกขุดเจอโดยบริษัทขายเพชรแห่งหนึ่ง โดยปกติถึงจะแพงเท่าไหนยังไงก็ต้องมีมหาเศรษฐีอยากได้ไปครอบครอง แต่ครั้งนี้คือ “ไม่มีใครอยากได้”

 

ทำไมละ?

 

เรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังไม่ต้องไปรู้มันหรอกครับ ผมแค่อยากจะเปรียบเทียบเพชรชิ้นนี้กับสินค้าที่คุณขายอยู่ก็แค่นั้น

 

คิดว่าเพชรเป็นสินค้าของคุณละกันนะครับ คุณภาพดี ไร้ที่ติ หายากมากๆ แต่ไม่มีคนซื้อ ไม่มีคนอยากได้ ว่าง่ายๆ “ขายไม่ออก”

 

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เพชร แต่มันอยู่ที่การนำเสนอต่างหาก ถ้าเราเปรียบเพชรก้อนโตนี้กับเพชรที่ถูกเจียระไนออกมาและนำมาทำเป็นแหวนแต่งงาน ที่ขนาดเล็กกว่ามาก เราจะเห็นข้อแตกต่างได้อย่างชัดเจน

 

เพชรที่มีขนาดเล็กและมูลค่าน้อยกว่าเพชรก้อนโตหลายล้านเท่า แต่ “มีคนอยากได้” มากกว่าเพชรก้อนโต

 

เพชรก่อนเล็กๆแต่เมื่อประกอบเป็นแหวน จากคำว่า “เพชร” ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “แหวนแต่งงาน”

 

ใช้สำหรับพิธีสมรสระหว่างคู่บ่าวสาว เป็นสัญลักษณ์การบอกถึงความ รัก ซื่อสัตย์ และมั่นคง ระหว่างคนสองคน

 

แหวนวงนี้ แม้มูลค่าทางทรัพย์สินจะไม่มากมายเท่ากับเพชรก้อนใหญ่ แต่คุณภาพทางจิตใจนั้นหาที่เปรียบมิได้

 

ยิ่งนานวัน แหวนวงนี้ยิ่งเพิ่มมูลค่าให้กับตัวมันเอง สะท้อนถึงเรื่องราวของชีวิตรักตั้งแต่วันแรกที่ถูกสวมใส่จนถึงวันสิ้นลมหายใจ

 

แหวนเพชรวงเล็กๆวงนี้ถึงจะหน้าตาเหมือนแหวนเพชรวงอื่นๆทั่วไป แต่ลึกๆแล้วแหวนเพชรแต่ละวง ล้นเปี่ยมไปด้วย “Story” หรือ “เรื่องราว” ที่ไม่ซ้ำใครและไม่มีใครเหมือน

 

ต่างจากเพชรมูลค่ามหาศาล ที่วางไว้ตั้งโชว์ แต่ไม่มีการ “เรื่องราว” อะไรเลย นอกจาก การค้นพบ และ ราคาที่แพงหูฉีก

 

สรุปแล้ว เพชรก้อนโตเม็ดนี้ ดูไปก็ขำไป มันคือเพชรหรือสารส้มถูจักแร้กันแน่?

 

การสร้าง “Story” หรือ “เรื่องราว” ให้กับสินค้าก็สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับตัวสินค้าได้ ดังตัวอย่างแหวนเพชรวงเล็กๆวงนี้นะครับ ลองเอาไปปรับใช้ดู

 

การขายนั้นไม่ยาก เพียงแค่โฟกัสให้ถูกจุด คุณต้องมองว่าตัวเองคือผู้ซื้อ ไม่ใช่ผู้ขาย เพราะผู้ขายมักจะอวดสรรพคุณสินค้า ในขณะที่ผู้ซื้อแค่อยากหาสินค้ามาตอบโจทย์ความต้องการของเขา

 

#ที่ไหนมีปัญหาที่นั้นมีเงิน ท่องไว้นะครับ ^^

error: Content is protected !!