โพสต์ขายอย่างไร “ให้ได้ลูกค้า” ?

ใครที่นึกไม่ออกว่าจะเขียนโพสต์ขายอย่างไรให้ดึงดูดลูกค้า ลองเอาวิธีเหล่านี้ไปใช้ดูนะครับ

1. ทำตัวเป็นมิตรเหมือนเพื่อนสนิท

 

ถึงจะไม่รู้จักมาก่อน แต่เราต้องทำตัวเสมือนเพื่อนที่กำลังจะมอบสิ่งดีๆให้กับลูกค้า เล่าเรื่องราวในเชิงชักจูงให้เขาเกิดคำถามในใจ คำถามที่ตระหนักถึงปัญหาที่เขาประสบอยู่

 

อ่านไปต้องให้คิดว่า “ใช่เลยใช่ๆๆๆ นี่แหละปัญหาของฉัน พูดอีกก็ถูกอีก” คำถามในใจเหล่านี้ ทำให้ลูกค้าอยากที่จะอ่านต่อเพราะมันคือปัญหาของเขา และเขาต้องการหาทางออก

 

2. นำทางและชี้นำความสนใจ

 

เราคือคนคุมเกมส์ และต้องไม่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกระหว่าง “ซื้อ” หรือ“ไม่ซื้อ” “ใช่” หรือ “ไม่” “เอา” หรือ “ไม่เอา”

 

แต่เราจะตอบสนองความต้องการในรูปแบบ ตัวเลือกให้แทน เช่น มีให้เลือกกี่ขนาด, สีอะไรบ้าง เป็นต้น นี่คือการเบนความสนใจ ความลังเลที่จะเดินออกไปจากร้านก็จะลดลง แต่กิเลสตัณหาของความอยากก็จะเพิ่มมากขึ้น

3. ใส่ความคิดเห็น ผ่านประสบการณ์

 

เมื่อเราใส่ความคิดเห็นของเราลงไป ลูกค้าจะเปิดใจรับฟัง มากกว่าปิดกั้น คุณจะต้องไม่ทำตัวเหมือนเซลล์ที่ถูกจ้างมาเพื่อรุกเข้าหาลูกค้าเมื่อเขาเดินผ่าน

 

ยกตัวอย่างนะครับ เวลาคุณเดินห้าง เจอเซลล์แต่งตัวภูมิฐาน คุณจะเดินเข้าไปหาหรือคุณจะเดินออกครับ? เช่นเดียวกับการเขียนโพสต์ เราจะไม่ทำตัวเหมือนกำลังยัดเยียดสินค้าให้กับลูกค้า

 

แต่เราจะเป็นคนที่เสนอมุมมองที่ดีต่างๆของสินค้า เพื่อให้ลูกค้าพิจารณา

 

เสนอมุมมองในลักษณะประสบการณ์การใช้สินค้าเราเคยใช้สินค้ามาก่อน เราต้องรู้ว่าสินค้าเราดีอย่างไร และสามารถแก้ปัญหาอะไรให้เราได้บ้าง หรือที่เราเรียกว่า การรีวิวนั้นเอง

 

การรีวิวที่ดี ไม่จำเป็นต้องอวดสรรพคุณสินค้า 108 พันเก้า เพียงแค่เราใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ต้องทางการมากมาย สร้างความจริงใจกับลูกค้าผ่านประสบการณ์ของตนเอง

 

อย่าลืมว่าลูกค้าจะเดินหนีทันทีเมื่อรู้สึกว่า เขากำลังคุยอยู่กับพนักงานขาย

4. แสดงให้เห็นถึงความคุ้ม

 

ศาสตร์แห่งการ “ช้อปปิ้ง” ก็คือการที่ได้ของมาครอบครอง และ รู้สึกถึงความคุ้มค่าถูกไหมครับ? การเสนอตัวเลือกความคุ้มค่าต่างๆให้กับลูกค้านั้นจึงจำเป็นอย่างมาก ต่อการตัดสินใจในการซื้อสินค้า

 

สมมุติว่าเราจัดโปรส่วนลด 20% ให้กับสินค้า A B C แทนที่เราจะบอกแค่ว่าเรามีส่วนลด 20% ให้กับสินค้า A B C เราอาจจะใส่การคำนวนเพิ่มเติมเข้าไป เพื่อให้เห็นตัวเลขของความคุ้มมากขึ้น

 

เช่น สินค้า A 100 บาท ลด 20% เหลือ 80 บาท คุณประหยัด 20 บาท ลูกค้าจะตระหนักถึงคำว่า ประหยัด ทันที เพราะนั้นคือผลประโยชน์ที่เขาได้รับ คะแนนความจูงใจจะเพิ่มขึ้นทันทีครับ

5. เร่งการตัดสินใจด้วยเวลา

 

สังเกตุไหมครับปลายๆเดือนวันที่เงินเดือนออก มันคือวันแห่งการช้อปปิ้ง ฉะนั้นร้านค้าทั้งหลาย จะต้องบีบเร่งการตัดสินใจผ่านโปรโมชั่น หรือส่วนลดต่างๆ

 

มากไปกว่านั้น มีโปรโมชั่นแค่อย่างเดียวยังดึงดูดไม่พอ เราจะต้องเร่งเครื่องอีกด้วย วันหมดอายุ

 

ลูกค้าจะตระหนักว่า โปรโมชั่นดีๆแบบนี้เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน เท่านั้น ฉะนั้นฉันต้องไปสอยสินค้าเหล่านั้นมาก่อน เพราะโปรลด แลก แจก แถมเหล่านี้ นานๆมาครั้งถ้าไม่ซื้อฉันจะเสียโอกาสนี้ไป

 

สังเกตุไหมครับว่า สินค้าบางอย่างไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ แต่ทำไมลูกค้าถึงซื้อ ก็เพราะเค้าเห็นถึงความคุ้มค่าไงครับ บวกกับเวลาจำกัด มีใครบ้างที่ไม่อยากจะแลสายตาดู จริงไหมครับ?

 

ใครๆก็อยากได้ของถูก ของลดราคา ยิ่งนานๆมาครั้ง และมีโปร แทบจะกระโดดเข้าใส่เลยจริงไหม ^^

6. เร่งการตัดสินใจด้วยจำนวนน้อย

 

ของที่ลูกค้าอยากได้ ไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป ถ้าเราไม่จัดโปรโมชั่น หรือโปรโมชั่นหมดเขตไปแล้ว ยังมีอีกวิธีที่สามารถเรียกความสนใจได้ไม่ใช่น้อย นั้นก็คือการลดจำนวนสินค้า(แบบหลอกๆ)

 

เช่น รองเท้า A รุ่น ผลิตพิเศษราคา 3,000 มี 100 คู่ เซลล์อีก 50% และขายออกไปนิดเดียวเหลืออีก 50 คู่

โปรโมชั่น 50% หมดลงแล้ว แต่ด้วยความที่เจ้าของร้านอยากจะเพิ่มยอดอีกหน่อยให้ถึงเป้าเดือนนี้

 

แทนที่จะจัดโปรต่อ เจ้าของร้านใช้วิธี ตั้งป้ายบอกลูกค้าตัวโตๆว่า เหลือเพียงแค่ 1 คู่สุดท้าย(แต่จริงๆเหลือ 50 คู่)

ลูกค้าจะมีความเร่งรีบในการสอยสินค้าตัวนี้ขึ้นมาทันที เพราะนี่คือ รุ่น พิเศษ แถมยังเหลือคู่สุดท้ายจาก 100 คู่

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆนะครับ เอาไปใช้ได้เลย ฝากแชร์และติดตามด้วยนะครับ แล้วจะเอาสิ่งดีๆมาแบ่งปันกันอีกคราวนี้

error: Content is protected !!

50% off 2,000

จ่ายแค่ 970.-